Workers’ Union Invites Public to Review Observations from the Debate on the Independent Workers Bill by Assoc. Prof. Krissada Teerakosolpong, Faculty of Social Administration, Thammasat University – May 14, 2025

ร่างพ.ร.บ.แรงงานอิสระ คาดว่าจะเข้าสภาเดือนกรกฎาคมนี้ แล้วชีวิตไรเดอร์หรือแรงงานคนอื่นๆ จะดีขึ้นไหม?

สหภาพคนทำงานชวนอ่านข้อสังเกตต่างๆ จากเวทีอภิปรายร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. … โดย อ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุม ชั้น B1 อาคารรัฐสภา

📌 นิยามแรงงานอิสระผิดตั้งแต่ต้น ไม่พิจารณาตามสถานะการจ้างงานจริง ⚖️ จำกัดสิทธิในการเรียกร้องมากขึ้น ต้องขึ้นทะเบียนก่อน 👥 สัดส่วนที่นั่งในคณะกรรมการไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายแรงงาน ❌ สิทธิประโยชน์ การเข้าถึงกองทุน ไม่มีหลักการหรือเกณฑ์ชัดเจน รอออกกฎกระทรวง 💸 ไรเดอร์จะถูกเก็บเงินในอัตราร้อยละ 3 ของค่าตอบแทนที่ได้รับแต่ล่ะครั้งที่ทำงาน

อาจารย์ กฤษฎา ระบุว่า การทํางานผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ นั้นมีสื่อกลางที่บริหารข้อมูลให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ ทำให้เกิดธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นลักษณะการจ้างงานที่เรียกว่า ความสัมพันธ์การจ้างงานแบบหลายฝ่าย (multi-party employment relationship) อาทิ ซับคอนแทรค เหมาช่วง ไรเดอร์ (พวกเขามีนายจ้างคนหนึ่ง แต่ทำงานให้อีกคน และถูกควบคุมโดยอีกระบบ) ซึ่งในปัจจุบันเป็นการจ้างงานที่ไม่มีมาตรฐาน มีช่องโหว่ในกฎหมาย ทำให้แรงงานไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ ไม่มีประกันสังคม ค่าชดเชย ไม่รับรองการรวมตัวสหภาพ

ในส่วนของร่างพ.ร.บ.แรงงานอิสระ คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนกรกฎาคมนี้ อาจารย์แสดงความกังวลในประเด็นสถานะการทำงาน (Employment Status) โดยเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีปัญหา เพราะยังคงติดกระดุมเม็ดแรกผิดในเรื่องสถานะของไรเดอร์ถูกจำแนกเป็นกึ่งอิสระ ทำให้สิทธิและสวัสดิการต่างๆ ไม่ได้รับตามไปด้วย ซึ่งไรเดอร์ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่จะได้รับผลกระทบ ผู้รับงานไปทําที่บ้านซึ่งต่อสู้เรื่องสถานะว่าไม่ใช่แรงงานอิสระมาตลอดหลาย 10 ปี แต่ร่างฉบับนี้กลับจําแนกว่าพวกเขาเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมไปถึงฟรีแลนซ์ ผู้ผลิตเนื้อหาเรื่องใดก็ตาม ที่ไม่ใช่การโฆษณา เพื่อเผยแพร่ผ่านบริการแพลตฟอร์มก็ถูกนับรวมเป็นอาชีพอิสระ (ซึ่งการจำแนกลักษณะงานบางราย แสดงให้เห็นการติดกรอบของแรงงานในระบบ-นอกระบบ ไม่ได้พิจารณาสถานะการทำงาน)

ประเด็นต่อมา สิทธิในการรวมตัวรวมกลุ่ม ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ระบุว่า คุณสามารถรวมตัวได้ภายใต้องค์กรแรงงานอิสระและกึ่งอิสระ แต่มีข้อสังเกตว่า การกําหนดจํานวนคนที่ไม่เท่ากันของการจัดตั้งองค์กรแรงงานอิสระและกึ่งอิสระ (อาชีพอิสระใช้ 5 คน อาชีพกึ่งอิสระใช้ 15 คน) และบางอาชีพรวมตัวกันง่ายมาก เช่น วินมอเตอร์ไซค์ 50-100 คน อยู่ภายใต้เจ้าของวินเดียวกัน เปรียบเทียบกับหาบเร่แผงลอยที่รวมตัวกันยากมาก ทำให้บางกลุ่มมีโอกาสตั้งสภาองค์กรแรงงาน (15 องค์กร) และได้เข้าไปนั่งในคณะกรรมการซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ คล้ายไตรภาคี

อาจารย์ กฤษฎา กล่าวต่อว่า สัดส่วนในคณะกรรมการดังกล่าวก็มีปัญหาอีกเช่นกัน กำหนดให้ผ้แทนฝ่ายรัฐมีที่นั่ง 10-16 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของร.ม.ต. กระทรวงแรงงาน ผู้แทนนายจ้าง 4 คน ผู้แทนลูกจ้าง (กึ่งอิสระ-อิสระ) 8 คน ส่งผลให้เสียงของแรงงานมีน้อย ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ อย่างแท้จริง หรือหากว่าฝั่งผู้แทนลูกจ้างทั้ง 8 คน เลือกที่จะบอยคอตต์การประชุม การประชุมก็ยังดำเนินการต่อไปได้

ประเด็นเรื่องกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลายประการ หนึ่งในนั้น สามารถให้แรงงานอิสระกู้ยืมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพหรือใช้ในการดํารงชีพ อาจารย์จึงตั้งข้อสังเกตในการเข้าถึงการกู้ยืมเงิน เนื่องจากไม่มีรายละเอียดชัดเจน ใช้เกณฑ์อะไร และหากให้เหตุผลว่า รอออกกฎหมายชั้นรองตามมา ก็ไม่ได้ประกันเรื่องความเป็นธรรมในการเข้าถึงกองทุน เพราะสัดส่วนที่นั่งในคณะกรรมการไม่แฟร์ตั้งแต่แรก วัตถุประสงค์อีกประการของกองทุนคือ จัดให้มีประกันภัย การคุ้มครองสุขภาพ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อาจารย์มีความกังวลว่า อาจเอาประกันเอกชนเข้ามาแข่งขันกับประกันสังคม ซึ่งจะเกิดภาพเทียบระหว่างประกันสังคมของผู้ที่อยู่ในมาตรา 33 39 40 กับประกันเอกชน

การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ในภาคบังคับ ผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ (อาทิ ไรเดอร์) ต้องจ่ายเงินสะสมในอัตราร้อยละ 3 ของค่าตอบแทนที่ได้รับแต่ละครั้ง รวมถึงนายจ้าง ก็ต้องจ่ายเงินสมทบเช่นกัน ส่วนในภาคสมัครใจ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ สามารถจ่ายเงินเข้ากองทุนไม่เกิน 720 บาทต่อปี

อาจารย์กล่าวต่อว่า ส่วนสิทธิประโยชน์ในพ.ร.บ. ฉบับนี้ เขียนไว้กว้าง ยังไม่มีหลักการใดๆ ในการส่งเสริมให้ความคุ้มครอง หลักการที่เห็นชัดๆ ในร่างฉบับนี้คือ แบ่งแยกสถานะแรงงานชัดเจน จำกัดสิทธิการรวมกลุ่มมากขึ้น โดยยกตัวอย่างว่า สมัยก่อนไรเดอร์สามารถออกไปประท้วงค่ารอบได้อย่างอิสระ แต่หากกฎหมายนี้ผ่าน ไรเดอร์ออกไปเรียกร้องเพิ่มค่ารอบไม่ได้ เพราะจะผิดกฎหมายทันที เนื่องจากไม่จดทะเบียนขึ้นองค์กร

นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ยังระบุว่า ให้การคุ้มครองเกี่ยวกับข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม อาจารย์กล่าวว่า เขียนไว้สวยงาม แต่ต้องมีการพิจารณาจากคณะกรรมการที่ถูกเลือกมาทั้งสามฝ่าย (รัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง) ซึ่งย้อนกลับไปเหมือนเดิมคือ สัดส่วนไม่แฟร์ ประเด็นการร้องขอให้ผู้ประกอบธุรกิจออกใบสำคัญรับรองการทำงาน แต่ต้องทำงานไม่น้อยกว่า 6 เดือน สะท้อนให้เห็นความไม่เข้าใจงานแบบ Gig work เพราะบางคนอาจทำงานไม่ต่อเนื่อง ทำ 2-3 เดือน แล้วมีการย้ายแอพทำงาน ทำให่ขอออกใบรับรองทำงานไม่ได้

“จำแนกแบ่งกลุ่มชัด ควบคุมชัด แต่สิทธิประโยชน์ เกณฑ์การเข้ากองทุนไม่ชัด”

ต่อมา ในเซสชั่นแสดงความคิดเห็นจากผู้แทนกลุ่มต่างๆ มีผู้ร่วมแสดงความเห็นสำคัญ ได้แก่ นายสหัสวัต คุ้มคง (ส.ส. พรรคก้าวไกลและโฆษกกรรมาธิการ) นายฉัตรชัย พุ่มพวง (ผู้แทนสหภาพคนทำงาน) น.ส.เยาวภา ดอนเส (ผู้แทนจากสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม) และนายสมชาย หอมลออ (นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและแรงงาน) โดยมีนายศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา เป็นผู้ดำเนินรายการ

ส.ส. สหัสวัต หรือ ส.ส. เนม แสดงจุดยืนชัดว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ขาดความคุ้มครองที่แท้จริง ทั้งชื่อที่ระบุว่า ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ แต่กลับไม่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมให้แรงงานรวมตัวหรือเจรจาต่อรองได้ และยังตั้งกองทุนขึ้นมาโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของแรงงาน จึงมองว่า กฎหมายฉบับนี้มีไว้เพียงแค่เป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ เพื่อตอบสังคมว่า “ได้ออกกฎหมายแล้ว” แต่ไม่มีผลคุ้มครองจริง

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไข ส.ส. เนมระบุว่า หากผ่านวาระหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถแก้หลักการใหญ่ๆ ได้อีก การแก้ไขจะจำกัดเพียงรายมาตรา รายละเอียดเล็กน้อยในชั้นกรรมาธิการ ดังนั้น แนวทางเดียวที่หยุดกฎหมายนี้ได้คือต้องให้ประชาชนคัดค้านก่อนเข้าสภา โดยเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีถอนออก

ในมุมมองของขบวนแรงงาน นายฉัตรชัย พุ่มพวง กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของกฎหมายนี้คือไม่รับรองสิทธิในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์ม แม้ที่ผ่านมาจะมีการประท้วงหยุดงาน ค่ารอบก็ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายที่จะบังคับให้นายจ้างเจรจา และในกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่มีบทบัญญัติใดที่สร้างความรับผิดชอบให้กับบริษัทแพลตฟอร์มเลย

อีกประเด็นที่ฉัตรชัยชี้คือ โครงสร้างคณะกรรมการที่ดูแลกองทุนซึ่งจะมีอำนาจตัดสินใจสูงกลับเต็มไปด้วยตัวแทนจากรัฐและธุรกิจ แรงงานมีเพียงเสียงข้างน้อย ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะเป็นกลไกที่ทำเพื่อแรงงานจริง พร้อมย้ำว่าหลักการคุ้มครองเท่ากัน ต้องเป็นหัวใจของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการจ้างแบบไหน ก็ควรได้รับความคุ้มครองในฐานะคนคนหนึ่งเท่าเทียมกัน

น.ส.เยาวภา ดอนเส กล่าวถึงประสบการณ์ทำงานกับไรเดอร์ว่า แท้จริงแล้วไรเดอร์คือคนทำงานที่ต้องลงทุนเองทุกอย่าง ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่กลับไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ จากรัฐหรือบริษัท การที่รัฐออกกฎหมายโดยไม่รับฟังเสียงแรงงาน และไม่ยืนยันสถานะลูกจ้างให้ชัดเจน กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้แพลตฟอร์มลอยตัวพ้นความรับผิดชอบ

อีกประเด็นหนึ่งคือ ไรเดอร์จำนวนมากยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการได้รับสิทธิแรงงานจะทำให้ต้องกลับไปอยู่ในระบบแบบลูกจ้างประจำ ต้องรูดบัตร เช็คชื่อ ทำงานตามเวลา ทั้งที่ความจริงแล้ว ระบบแพลตฟอร์มยังคงความยืดหยุ่นเหมือนเดิม เราจะเปิด-ปิดแอพเมื่อไหร่ก็ได้ แต่บริษัทกำหนดเงื่อนไขงานทั้งหมดอยู่แล้ว แปลว่ามีลักษณะความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้างโดยแท้ ขาดแค่การรับรองในกฎหมาย

เยาวภายังเน้นว่า ในหลายประเทศ เช่น สเปน ได้ยอมรับสถานะลูกจ้างของไรเดอร์ ซึ่งนำไปสู่การได้รับสวัสดิการและประกันรายได้ แต่ทั้งหมดนี้เกิดจากพลังของการรวมตัวของแรงงาน ไม่ใช่ความเมตตาของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ไรเดอร์ไทยรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง หยุดการแยกกลุ่มแยกฝ่าย แยกสี เราควรจะรวมตัวกัน ถ้าเราไม่รวมตัวกันต่อสู้ เราก็ไม่รู้คำว่า ‘ชัยชนะ’

ด้านนายสมชาย หอมลออ เสนอว่า แทนที่จะออกกฎหมายใหม่ที่คลุมเครือ ควรใช้แนวทางแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงานปี 2541 โดยขยายคำนิยาม “ลูกจ้าง” ให้ครอบคลุมไรเดอร์ ซึ่งสามารถทำได้โดยออกกฎกระทรวง เช่นเดียวกับที่เคยใช้กับแรงงานประมงและผู้รับงานไปทำที่บ้าน การแก้แบบนี้จะทำให้ไรเดอร์เข้าถึงสิทธิพื้นฐาน เช่น ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และการรวมตัวในสหภาพแรงงานได้ทันที

ซึ่งก็ทําให้ไรเดอร์สามารถที่จะจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ด้วย ยกตัวอย่าง สหภาพแรงงานไรเดอร์สามารถเป็นสมาชิกของสภาแรงงานการขนส่งได้ ซึ่งจะมีอํานาจพลังในการต่อรองกับแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังมีสิทธิประโยชน์อีกมากมาย ทั้งกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนและอื่นๆ และสามารถที่จะมีตัวแทนเข้าไปสู่กระบวนการของการเจรจา การผลักดันระดับนานาชาติ เช่น ILO หรือต่างๆ ได้ด้วย

สมชายยังชี้ว่าปัญหาอยู่ที่รัฐและกลุ่มทุนพยายามแยกแรงงานออกจากกันทีละกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานในภาครัฐวิสาหกิจและแพลตฟอร์ม ทำให้แรงงานอ่อนแอและไร้อำนาจต่อรอง พร้อมย้ำว่าแนวทางของภาคแรงงานต้องไม่เดินตามเกมของรัฐและทุน แต่รวมพลังกันเสนอแนวทางของตนเองเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

บทสรุปจากเวทีเสวนานี้ชี้ชัดว่า ร่าง พ.ร.บ.แรงงานอิสระ ฉบับนี้ ไม่ได้สร้างความคุ้มครองจริงแก่แรงงาน แต่กลับเปิดช่องให้รัฐและแพลตฟอร์มลอยตัวพ้นภาระ หนทางข้างหน้าคือการผลักดันให้แก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีอยู่ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มแรงงานโดยไม่เลือกปฏิบัติ และต้องอาศัยพลังจากการรวมตัวของแรงงานทุกภาคส่วนเป็นหลักในการขับเคลื่อน

.

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Scroll to Top